Chania เรื่องล่าสุด : การจัดการศึกษาเป็นหน้าที่ของใคร?

คุยกับบรรณาธิการ

ในขณะที่กระแสการปฏิรูปการศึกษาในภูมิภาคกำลังเชี่ยวกราก คณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษาที่ตั้งขึ้นตามรัฐธรรมนูญปี ๒๕๖๐ ก็ได้ศึกษา วิเคราะห์ วิจัย แล้วยกร่างกฎหมายการศึกษาฉบับใหม่ ชื่อว่า พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. ..... ซึ่งคาดว่าจะผ่านสภานิติบัญญัติแห่งชาติออกมาเป็นกฎหมายประมาณปลายปี ๒๕๖๑ นี้ ไม่เฉพาะแต่เท่านั้น ในระหว่างที่กำลังมีการยกร่าง พ.ร.บ. การศึกษาฯ ก็มีการผลักดันให้จัดตั้ง “กระทรวงอุดมศึกษา” ซึ่งหากสำเร็จ สิ่งที่จะเกิดขึ้นคือสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) ซึ่งเป็น 1 ใน 5 องค์กรหลักจะหายไปจากโครงสร้างกระทรวงศึกษาธิการ  ทุกวันนี้การทำงานหลายส่วนเป็นการทำงานท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงที่ค่อนข้างรวดเร็ว ในระยะเวลาประมาณ ๔ ปีมานี้ มีการผลัดเปลี่ยนรัฐมนตรีว่าการฯ จำนวน ๓ คน จาก 3 สายงานคือ ทหารเรือ ทหารบก และนายแพทย์ รัฐมนตรีว่าการฯ ทั้ง 3 ท่านมีทั้งความเหมือนและความต่างในด้านจุดเน้นและนโยบายภายใต้นายกรัฐมนตรีคนเดียวกัน และในช่วงเวลาเดียวกันก็มีกระบวนการการสืบสวนสอบสวนเพื่อดำเนินการทางแพ่ง ทางอาญาและวินัยในคดีทุจริตครั้งใหญ่หลายครั้ง คิดเป็นมูลค่าความเสียหายนับพันล้านบาท สภาพการณ์ที่เล่ามาทั้งหมดนี้ ผมมองว่าเป็นความเปลี่ยนแปลงที่สร้างความ “ปั่นป่วน”  (chaos) และส่งผลกระทบต่อการปฏิรูปการศึกษาในภูมิภาคอยู่พอสมควร เพราะการจะทำให้การศึกษาดีขึ้นนั้นไม่สามารถแยกบทบาทหน้าที่กันโดยเด็ดขาดระหว่างส่วนกลาง(กระทรวงศึกษาธิการ) ส่วนภูมิภาค (สำนักงานศึกษาธิการภาค สำนักงานศึกษาธิการจังหวัด เขตพื้นที่การศึกษา) และส่วนท้องถิ่น (อบจ. อบต. เทศบาล กทม. เมืองพัทยา) หากแต่ต้องทำงานในลักษณะที่ประสานและสอดรับกัน ดังที่ผมได้สังเกตเห็นปรากฏการณ์ในการปฏิรูปการศึกษาที่เกิดขึ้นในระยะ ๓ ปี (๒๕๕๙-๒๕๖๑) มานี้พบว่า ๑) ส่วนกลาง มีบทบาทสูงในการกำหนดทิศทางเป้าหมาย นโยบาย วิธีบริหารจัดการ และการเติมเงินงบประมาณลงไปในระบบ ๒) ส่วนภูมิภาค เป็นฝ่ายที่ได้รับผลกระทบมาก กล่าวคือ มีทั้งการยุบเลิก ลดทอน และถ่ายโอนอำนาจบางส่วนจากองค์คณะบุคคลเก่าไปยังองค์คณะบุคคลใหม่ มีการจัดตั้งหน่วยงานใหม่ และเป็นหน่วยงานที่ได้รับการคาดหวังสูง ว่าจะเป็นตัวจักรสำคัญในการสร้างความเป็นเอกภาพระดับจังหวัดผลักดันคุณภาพการศึกษาให้ดีขึ้น  ๓) ส่วนท้องถิ่น เป็นผู้เฝ้าดูการเปลี่ยนแปลง และเตรียมที่จะปรับตัวตามการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น 

สถาบันพัฒนาครู คณาจารย์ และบุคลากรทางการศึกษา หรือ สคบศ. เป็นหน่วยงานประเภทราชการส่วนกลาง  มีหน้าที่ให้บริการ (service)  เช่นเดียวกับหน่วยงานภาครัฐอื่น ๆ โดยบริการหลัก ๆ ของ สคบศ. มี ๒ อย่าง อย่างที่หนึ่งคือ บริการสถานที่ และสิ่งอำนวยความสะดวกในการจัดประชุม อบรม สัมมนา ซึ่งงานในส่วนนี้ทำให้ สคบศ. จำเป็นต้องเตรียมความพร้อมในด้านกายภาพ (physical) โครงสร้างพื้นฐาน (infrastructure) ให้ครอบคลุมทุกระบบและพร้อมให้บริการตลอดเวลา งานอย่างที่สอง คืองานวิชาการ  (academic) ได้แก่ การเป็นผู้ผลิตและพัฒนาหลักสูตร เป็นวิทยากร  เป็นนักวิจัย เป็นผู้ติดตามผล รวมถึงการเป็นนักประเมินผลการฝึกอบรมและพัฒนาตามหลักสูตรต่าง ๆ ซึ่งก็ต้องแปรผัน (alter) ไปตามกระแสการปฏิรูปการศึกษาในภูมิภาค งานลักษณะนี้มีความเป็นนามธรรม ซับซ้อน คลุมเครือ ต้องใช้เวลาและความตั้งใจสูงในการที่จะเปลี่ยนแปลงให้พัฒนา

ผู้นำของ สคบศ. ท่านแรกที่เป็นผู้ผลักดันให้ สคบศ. เข้าเป็นส่วนหนึ่งของการทำงานในกระแสการปฏิรูปการศึกษาในภูมิภาคคือท่านอดีตผู้ตรวจราชการ นายประเสริฐ หอมดี เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการ สคบศ. ในช่วงปี ๒๕๕๙ โดยท่านได้มอบหมายผมซึ่งขณะนั้นปฏิบัติหน้าที่รองผู้อำนวยการฯ ริเริ่มโครงการพัฒนาบุคลากรสังกัดสำนักงานศึกษาธิการภาคและสำนักงานศึกษาธิการจังหวัดในหลายหลักสูตร โดยความร่วมมืออย่างดียิ่งของ อาจารย์ปรียานันท์ เพ็งพุ่ม ซึ่งเป็นหัวหน้ากลุ่มอำนวยการ  นอกจากนี้ยังมีการผลักดันด้านนโยบายจากท่านอดีตปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ดร. ชัยพฤกษ์ เสรีรักษ์ ที่ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้เป็นอย่างมากถึงขั้นมีโทรศัพท์เรียกตัวผมในช่วงประมาณเดือนกรกฎาคม ปี ๒๕๖๐ ให้ไปประชุมอย่างเร่งด่วนเพื่อปรับแก้แผนปฏิบัติราชการของหน่วยงานให้มีโครงการและงบประมาณรองรับการปฏิรูปการศึกษาในภูมิภาค สภาวะที่เกิดขึ้นนี้ส่งผลต่อโครงสร้างแผนปฏิบัติราชการของ สคบศ. โดยตรงตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา กล่าวคือ มีทิศทางที่ชัดเจนขึ้นว่า แม้ในปีหนึ่ง ๆ สคบศ. จะได้รับการจัดสรรงบประมาณเพียงไม่กี่ล้านบาท ก็ต้องเน้นตอบโจทย์การปฏิรูปการศึกษาในภูมิภาค คู่ขนานไปกับการพัฒนานักบริหารการศึกษาระดับสูงเป็นสำคัญ ซึ่งถ้าตั้งคำถามว่า “ณ เวลานี้ สคบศ. ได้ทำในสิ่งที่ควรทำหรือยัง?” ก็สามารถตอบได้ว่า “ได้ทำแล้ว” ในหลายหลักสูตรและหลายโครงการทั้งในและนอกแผนปฏิบัติราชการ อย่างเช่นเมื่อวันที่ ๖ - ๘ ธันวาคม ๒๕๖๑ ที่ผ่านมา สคบศ. ก็ร่วมกับหน่วยงานอื่นจัดประชุมสัมมนาศึกษาธิการและรองศึกษาธิการ จากทั้ง ๑๘ ภาค ๗๗ จังหวัด โดยมีรัฐมนตรีว่าการเป็นประธานและบรรยายพิเศษ  และถ้าถามต่อไปอีกว่า “งานในเชิงรุก งานที่ท้าทาย งานที่ยุ่งยากซับซ้อน สคบศ. ได้ทำอะไรให้สมกับเป็น หน่วยงานทางวิชาการแล้วหรือยัง?” เพราะในอีกสถานะหนึ่ง  สคบศ. เป็น  “สถานศึกษา” ตามประกาศกระทรวง  และมีข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาอยู่ในสังกัด คำตอบก็คือ “บางส่วนทำแล้ว บางส่วนกำลังทำ บางส่วนกำลังพยายามเริ่มต้นลงมือ” ตัวอย่างงานที่ชัดเจนที่สุด คือระบบวารสารอิเล็กทรอนิกส์ หรือ e-Journal ซึ่งผมได้ผลักดันให้มีพื้นที่ดิจิทัลสำหรับเผยแพร่บทความทางวิชาการของบุคลากร สคบศ. ทุกคน เป็นการเตรียมความพร้อมเพื่อให้แต่ละคนได้ฝึกประสบการณ์ในด้านการเขียนจนมั่นใจว่าสามารถเขียนบทความจากความรู้และทักษะที่สั่งสมภายในตัวของแต่ละบุคคลได้ โดยก่อนหน้านี้ได้จัดฝึกอบรมทักษะในด้านการเขียนบทความให้บุคลากรเกือบจะครบทุกคนเพื่อสร้างรู้และความเข้าใจในขั้นตอนพื้นฐานของการเขียนบทความ ฉะนั้น ผมจึงค่อนข้างมั่นใจว่า ถ้าบุคลากรของเราตั้งใจจริงก็คงจะไม่ใช่เรื่องเหลือวิสัยที่เขียนบทความสักหนึ่งเรื่องในรอบการประเมินซึ่งมีระยะเวลาถึงหกเดือน  ทั้งนี้ ไม่ว่าจะบทความที่เขียนและนำส่งขึ้นเผยแพร่ในวารสารนี้จะมีคุณภาพแตกต่างกันมากหรือน้อย บางบทความอ่านแล้วอาจรู้สึกว่ากระท่อนกระแท่น ขาด ๆ  เกิน ๆ เพราะคนเขียนเพิ่งจะเป็นมือใหม่ บางบทความอาจจะเป็นมีคุณภาพระดับนักวิชาการมืออาชีพ  ความแตกต่างเหล่านี้ผมยังไม่คิดว่าเป็นปัญหา แต่กลับเป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนาสมรรถนะรายบุคคล ทั้งนี้เพราะบุคลากรของเรามีความหลากหลาย ทั้งในด้านคุณวุฒิการศึกษา ระดับ ตำแหน่ง รวมถึงอายุที่มีตั้งแต่ 30 ต้น ๆ จนถึงวัยใกล้เกษียณ (ที่มีจำนวนค่อนข้างมาก) การเตรียมถ่ายทอดงานจากรุ่นสู่รุ่นยังไม่สามารถวางแผนและลงมือทำได้อย่างชัดเจนนักเนื่องจากมีเงื่อนไขและปัจจัยที่ควบคุมได้ยากอยู่หลายประการ  แต่การเปิดโอกาสและผลักดันให้บุคลากรเริ่มขีดเขียนอะไรที่เป็นวิชาการก็เท่ากับเป็นการเตรียมคน สคบศ. ให้ฝึกความสามารถในการสื่อสารกับนักวิชาการภายนอกหรือลูกค้าที่มาใช้บริการให้เข้าใจกัน รู้เรื่อง ตรงประเด็น เพราะในการเขียนบทความนั้นมีผลพลอยได้ที่สำคัญคือการฝึกให้คนรู้จักการคิดอย่างเป็นระบบเพื่อจะถ่ายทอดข้อมูลผ่านบทความวิชาการหรือบทความวิจัย นับตั้งแต่การคิดชื่อบทความที่น่าสนใจ การกำหนดกรอบแนวคิด การเขียนบทนำ การแสดงความคิดเห็นหรือค้นหาข้อมูลสนับสนุนไปจนถึงการเขียนบทสรุปของเรื่องที่สอดคล้องกับชื่อบทความและกรอบที่กำหนดไว้ตั้งแต่ตอนต้น ซึ่งหากได้ลงมือทำ ฝึกเขียนบ่อย ๆ โดยไม่มักง่ายลอกของคนอื่น (ซึ่งเป็นความผิดร้ายแรง) ก็จะได้ทั้ง conceptual skill และความซื่อตรงหรือ loyal ซึ่งเป็นคุณลักษณะที่ดีติดตัวไป อันเป็นการพัฒนา academic  ซึ่งทำได้ค่อนข้างยากและเห็นผลช้า หากแต่เป็นวิธีการที่สามารถเสริมสร้างความเข้มแข็งและมืออาชีพในด้านวิชาการ เมื่อรวมเข้ากับการปรับปรุงด้านกายภาพและโครงสร้างพื้นฐานดังที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น เชื่อว่าจะสามารถรับมือกับโจทย์ยาก ๆ ที่ต้องการคนทำงานที่ทนต่อความยุ่งยาก ซับซ้อน คลุมเครือ และเร่งด่วน (ซึ่งเป็นสมรรถนะใหม่ที่ต้องสั่งสมประสบการณ์พอสมควร) การเขียนบทความทางวิชาการจึงเป็นแบบฝึกหัดเล็ก ๆ ชิ้นหนึ่งที่ท้าทายอย่างหนึ่งสำหรับผม โดยเชิญชวนให้บุคลากร สคบศ. ทุกคนได้แสดงฝีมือและนำมาเผยแพร่ผ่านช่องทางนี้ ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะมีผู้อ่านหลาย ๆ ท่านช่วยดู (monitor) และให้กำลังใจพวกเราด้วยนะครับ. 


ดร. ประสิทธิ์ เขียวศรี เขียนเมื่อ 1 พฤษภ 2019-06-28 14:57:14

Copyright © nidtep 2018